SCMC CLINIC

สำรวจ 3 ระดับความอ้วน เพื่อวางแผนดูแลรูปร่างอย่างถูกวิธี

คำว่า “อ้วน” ในทางการแพทย์ไม่ได้หมายความเพียงแค่ดูตัวใหญ่หรือน้ำหนักเยอะ แต่หมายถึงภาวะที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไปจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งความอ้วนนั้นมีหลายระดับ แต่ละระดับมีความเสี่ยงและแนวทางดูแลที่แตกต่างกัน การรู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับไหนจะช่วยให้วางแผนดูแลรูปร่างได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ระดับที่ 1: น้ำหนักเกิน (Overweight) — BMI 23-24.9

Overweight

ระดับนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น น้ำหนักเกินมาตรฐานเล็กน้อย ยังไม่เข้าข่ายอ้วน แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม หลายคนอยู่ในระดับนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะอาจดูไม่ “อ้วน” ชัดเจนเมื่อมองภายนอก แต่ไขมันกำลังค่อย ๆ สะสมอยู่ภายใน

ความเสี่ยงในระดับนี้ยังไม่สูงมาก แต่เริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงเล็กน้อย และความดันโลหิตสูงขอบเขตปกติ

ระดับที่ 2: อ้วน (Obese Class I) — BMI 25-29.9

เมื่อเข้าสู่ระดับนี้ ร่างกายมีไขมันสะสมในปริมาณที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน หลายคนอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่าย ปวดหัวเข่า ปวดหลัง นอนกรน หรือหายใจลำบากเมื่อออกแรง
ความเสี่ยงในระดับนี้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคข้อเสื่อม ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตเช่นความไม่มั่นใจในตัวเอง

แนวทางดูแลระดับนี้ต้องจริงจังมากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนโภชนาการที่เหมาะสม ออกกำลังกายอย่างน้อย 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ โดยผสมผสานทั้งคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามค่าเลือดและความดันอย่างสม่ำเสมอ และอาจพิจารณาโปรแกรมปรับรูปร่างที่มีผู้เชี่ยวชาญดูแล

ระดับที่ 3: อ้วนมาก (Obese Class II ขึ้นไป) — BMI 30 ขึ้นไป

ระดับนี้ถือว่าเป็นภาวะอ้วนรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวลำบาก ข้อเข่าและข้อสะโพกรับน้ำหนักมากเกินไป หลายคนมีโรคเรื้อรังร่วมหลายโรคพร้อมกัน
ความเสี่ยงในระดับนี้สูงมาก ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งบางชนิด เบาหวานรุนแรง โรคตับจากไขมันสะสม ปัญหาระบบทางเดินหายใจ และปัญหาสุขภาพจิต

แนวทางดูแลระดับนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ ซึ่งอาจรวมถึงแพทย์เฉพาะทาง นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด และนักจิตวิทยา การออกกำลังกายต้องเริ่มจากกิจกรรมที่ไม่กดทับข้อต่อมากนัก เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือเดินในน้ำ แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาช่วยลดน้ำหนัก หรือในบางกรณีอาจแนะนำการผ่าตัดลดน้ำหนักถ้าวิธีอื่น ๆ ไม่ได้ผล

ความอ้วนแบ่งเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่ น้ำหนักเกิน (BMI 23-24.9) ซึ่งแก้ไขได้ง่ายด้วยการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อ้วนระดับ 1 (BMI 25-29.9) ที่ต้องจริงจังมากขึ้นทั้งเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย และอ้วนรุนแรง (BMI 30 ขึ้นไป) ที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ การรู้ว่าตัวเองอยู่ในระดับไหนจะช่วยให้เลือกแนวทางที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพที่สุด

Scroll to Top