เข้าใจการดูแลน้ำหนักโดยแพทย์อย่างเป็นระบบกับ Medical Weight Care Wegovy (Semaglutide)
น้ำหนักที่เปลี่ยนไปอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาหารเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับสุขภาพเมตาบอลิก การนอน ความเครียด กิจกรรมระหว่างวัน โรคประจำตัว และพฤติกรรมที่สะสมมาเป็นเวลานาน หน้านี้จะช่วยให้เข้าใจว่า Medical Weight Care คือแนวทางดูแลน้ำหนักโดยแพทย์ที่เริ่มจากการประเมินสุขภาพ วางแผนเฉพาะบุคคล และติดตามอย่างเหมาะสม เพื่อให้การดูแลน้ำหนักเป็นเรื่องของสุขภาพระยะยาว ไม่ใช่การมองเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง Medical Weight Care เป็นโปรแกรมควบคุมน้ำหนักด้วยตัวยา Semaglutide (เซมากลูไทด์) หรือที่รู้จักในชื่อของ Wegovy ที่ได้รับการรับรองจาก อย. สหรัฐฯ (US FDA) และ อย. ไทย
ทำไมการดูแลน้ำหนักควรเริ่มจากการประเมินสุขภาพ
หลายคนเริ่มดูแลน้ำหนักจากการปรับอาหารหรือเพิ่มกิจกรรมทางกายด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ในบางกรณี น้ำหนักอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยสุขภาพที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ความเครียดสะสม
- ภาวะน้ำหนักเกิน
- ภาวะอ้วน
- ประวัติครอบครัว
- ยาที่ใช้อยู่ โรคประจำตัว
- ระบบเผาผลาญ
การประเมินสุขภาพก่อนวางแผนดูแลน้ำหนักจึงช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของร่างกายมากขึ้น ไม่ใช่เพียงดูจากรูปร่างหรือค่าตัวเลขทั่วไป แต่พิจารณาว่าอะไรคือปัจจัยหลักที่ควรดูแลก่อน อะไรควรปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละคนควรอยู่ในทิศทางใด
ในโปรแกรม Medical Weight Care การเริ่มต้นด้วยข้อมูลสุขภาพที่เพียงพอช่วยให้แผนดูแลมีเหตุผลทางการแพทย์มากขึ้น ผู้รับบริการจึงไม่ต้องอาศัยการคาดเดา หรือเลือกแนวทางจากกระแสที่อาจไม่เหมาะกับพื้นฐานสุขภาพของตนเอง
การใช้ Wegovy คควรอยู่ที่ 1 สัปดาห์ต่อครั้ง
ปัจจัยที่แพทย์อาจใช้ประกอบการประเมินสุขภาพ
| ปัจจัยที่ประเมิน | สิ่งที่ช่วยให้แพทย์เข้าใจ | ตัวอย่างข้อมูลที่ควรเตรียม |
| ประวัติสุขภาพ | ภาพรวมโรคประจำตัวและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง | โรคประจำตัว ประวัติครอบครัว ยาที่ใช้อยู่ |
| พฤติกรรมการกิน | รูปแบบอาหารและจังหวะการกินในชีวิตจริง | มื้ออาหารหลัก ของว่าง เครื่องดื่ม เวลากิน |
| การนอน | คุณภาพการพักผ่อนและความสม่ำเสมอของร่างกาย | เวลานอน เวลาตื่น การตื่นกลางคืน ความง่วงระหว่างวัน |
| กิจกรรมทางกาย | ระดับการเคลื่อนไหวและข้อจำกัดของร่างกาย | งานที่ทำ การเดิน การออกกำลัง อาการปวดหรือบาดเจ็บ |
| สุขภาพเมตาบอลิก | ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักกับระบบสุขภาพภายใน | ค่าตรวจสุขภาพทั่วไปที่แพทย์เห็นว่าจำเป็น |
| เป้าหมายด้านสุขภาพ | ความคาดหวังและความพร้อมในการปรับพฤติกรรม | เหตุผลที่ต้องการดูแลน้ำหนัก ข้อจำกัดในชีวิตประจำวัน |
การวางแผนดูแลน้ำหนักเฉพาะบุคคลสำคัญอย่างไร
คนสองคนที่มีน้ำหนักใกล้เคียงกันอาจมีพื้นฐานสุขภาพต่างกันอย่างมาก บางคนมีข้อจำกัดด้านการนอน บางคนทำงานเป็นกะ บางคนมีพฤติกรรมกินไม่เป็นเวลา บางคนเคยพยายามดูแลตัวเองแล้วไม่ต่อเนื่อง ขณะที่บางคนมีภาวะสุขภาพที่ควรได้รับการพิจารณาก่อนเริ่มปรับแผน
แนวทางดูแลน้ำหนักเฉพาะบุคคลจึงไม่ได้หมายถึงการทำตามสูตรเดียวกัน แต่คือการวางแผนให้เหมาะกับสุขภาพจริง ไลฟ์สไตล์จริง และความพร้อมจริงของแต่ละคน แพทย์อาจพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากการซักประวัติ การตรวจร่างกาย หรือผลตรวจสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดลำดับความสำคัญของการดูแล
แผนที่ดีควรช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าควรเริ่มจากอะไร เช่น ปรับเวลาอาหาร จัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม เพิ่มการเคลื่อนไหวแบบไม่ฝืนร่างกาย ปรับคุณภาพการนอน หรือฝึกสังเกตพฤติกรรมที่ทำให้การดูแลน้ำหนักไม่ต่อเนื่อง เมื่อแผนสอดคล้องกับชีวิตจริง โอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องย่อมดีกว่าการเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกันโดยไม่มีกรอบประเมินที่ชัดเจน
ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการใช้โปรแกรม Medical Weight Care หรือ Wegovy (Semaglutide)
ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน ควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยสุขภาพอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย นอนหลับไม่ดี ความเครียดสูง กินไม่เป็นเวลา มีโรคประจำตัว หรือมีประวัติครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับระบบเมตาบอลิก
นอกจากนี้ ผู้ที่เคยพยายามปรับอาหารหรือเพิ่มกิจกรรมทางกายด้วยตัวเองแล้วพบว่ายังไม่สามารถดูแลได้ต่อเนื่อง ก็อาจเหมาะกับการปรึกษาแพทย์ เพื่อค้นหาว่ามีปัจจัยใดที่ควรประเมินเพิ่มเติม และควรวางแผนใหม่อย่างไรให้เหมาะกับตนเองมากขึ้น
กลุ่มที่ควรเริ่มจากการประเมินสุขภาพก่อน ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่พักผ่อนไม่เป็นเวลา ผู้ที่มีความเครียดสะสม ผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว และผู้ที่ต้องการดูแลน้ำหนักระยะยาวภายใต้คำแนะนำที่อิงกับข้อมูลสุขภาพ
Wegovy (Semaglutide) เหมาะกับผู้ที่มีเป้าหมายลดน้ำหนักแบบยั่งยืน และสามารถปรับพฤติกรรมควบคู่กันได้ เช่น การเลือกอาหาร การนอนพักผ่อน และการเคลื่อนไหวร่างกายประจำวัน
คำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณ
คำนวณดัชนีมวลกาย (BMI)
*เกณฑ์การแปลผลสำหรับคนไทย
ตารางผลค่าดัชนีมวลกาย (BMI) มาตรฐาน
| ผลคำนวณดัชนีมวลกาย (BMI) (กิโลกรัม/เมตร) | การแปรผล (อยู่ในเกณฑ์) | ภาวะเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนที่มากับน้ำหนักตัว |
| น้อยกว่า 18.5 | น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ / ผอม | มีความเสี่ยงเกิดโรคขาดสารอาหาร สูง |
| 18.5 – 22.9 | น้ำหนักสมส่วน / ปกติ | โอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อน น้อยที่สุด (เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุด) |
| 23.0 – 24.9 | น้ำหนักเกินมาตรฐาน / ท้วม | ภาวะน้ำหนักเกินระยะเริ่มต้น เริ่มมีโรคแทรกซ้อน เล็กน้อย |
| 25.0 – 29.9 | อ้วน (โรคอ้วนระดับที่ 1) | ภาวะน้ำหนักเกินมาก มีโรคแทรกซ้อนในระยะอ้วนเริ่มต้น อันตรายระดับ 2 |
| 30.0 ขึ้นไป | อ้วนมาก (โรคอ้วนระดับที่ 2/3) | ภาวะน้ำหนักเกินมากที่สุด โอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนอย่างโรคอ้วน สูง (ควรปรึกษาแพทย์) |
ขั้นตอนการดูแลน้ำหนักภายใต้คำแนะนำของแพทย์เป็นอย่างไร
การดูแลน้ำหนักโดยแพทย์ควรมีขั้นตอนที่เป็นระบบ เริ่มจากการพูดคุยเพื่อเข้าใจปัญหา ประเมินสุขภาพ วางแผนเฉพาะบุคคล ติดตามความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ และปรับแผนตามความเหมาะสม จุดสำคัญคือผู้รับบริการควรเข้าใจเหตุผลของแต่ละขั้นตอน ไม่ใช่เพียงทำตามคำแนะนำแบบไม่รู้เป้าหมาย
แพทย์อาจประเมินปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น ประวัติสุขภาพ พฤติกรรมการกิน คุณภาพการนอน ระดับกิจกรรม ความเครียด และค่าตรวจสุขภาพทั่วไปที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แผนดูแลน้ำหนักมีความรอบคอบและเหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น
ขั้นตอนการดูแลน้ำหนักโดยแพทย์
| ขั้นตอน | สิ่งที่เกิดขึ้น | เป้าหมายของขั้นตอน |
| ปรึกษาเบื้องต้น | พูดคุยเรื่องสุขภาพ พฤติกรรม และความกังวลหลัก | เข้าใจภาพรวมก่อนเริ่มวางแผน |
| ประเมินสุขภาพ | ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และพิจารณาข้อมูลสุขภาพที่จำเป็น | มองเห็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก |
| วางแผนดูแลเฉพาะบุคคล | กำหนดแนวทางที่เหมาะกับสุขภาพและชีวิตประจำวัน | ทำให้แผนดูแลมีทิศทางที่ชัดเจน |
| ให้คำแนะนำด้านพฤติกรรม | แนะนำเรื่องอาหาร การนอน กิจกรรม และการปรับนิสัย | สนับสนุนการดูแลสุขภาพในชีวิตจริง |
| ติดตามผล | ประเมินความต่อเนื่อง ความเหมาะสม และข้อจำกัดที่พบ | ช่วยให้แพทย์ปรับแผนได้ตามสถานการณ์ |
| ปรับแผนตามความเหมาะสม | ทบทวนเป้าหมายและปรับแนวทางเมื่อจำเป็น | ทำให้การดูแลสอดคล้องกับสุขภาพปัจจุบัน |
สุขภาพเมตาบอลิกเกี่ยวข้องกับน้ำหนักอย่างไร
สุขภาพเมตาบอลิกเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายหลายด้าน เช่น การใช้พลังงาน การจัดการระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด ความดันโลหิต และภาวะอักเสบบางรูปแบบภายในร่างกาย เมื่อระบบเหล่านี้ไม่สมดุล น้ำหนักอาจกลายเป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนว่าควรดูแลสุขภาพในภาพรวมมากขึ้น
ในช่วงกลางของการดูแล Medical Weight Care แพทย์อาจใช้ข้อมูลสุขภาพเมตาบอลิกเพื่อประกอบการประเมินว่าแนวทางใดควรได้รับความสำคัญ เช่น การปรับโภชนาการ การจัดเวลาพักผ่อน การเพิ่มกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม หรือการติดตามค่าตรวจสุขภาพที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงระยะยาว
การเข้าใจสุขภาพเมตาบอลิกช่วยให้การดูแลน้ำหนักไม่กลายเป็นเรื่องของรูปร่างเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับพลังงานในชีวิตประจำวัน ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และการวางแผนดูแลตนเองในอนาคตอย่างมีเหตุผล
โภชนาการ การนอน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีบทบาทอย่างไร
1. โภชนาการเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการดูแลน้ำหนัก แต่การดูแลที่ดีไม่ได้หมายถึงการจำกัดอาหารอย่างตึงเครียดเสมอไป แพทย์หรือทีมดูแลอาจช่วยประเมินรูปแบบการกินจริงของผู้รับบริการ เช่น มื้อที่มักหลุดจากแผน อาหารที่กินบ่อย เครื่องดื่มที่มีพลังงานสูง หรือช่วงเวลาที่มักกินมากกว่าปกติ
2. การนอนก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรถูกมองข้าม การนอนก็เป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะคุณภาพการพักผ่อนสัมพันธ์กับความหิว ความอิ่ม พลังงานระหว่างวัน และความสามารถในการตัดสินใจเลือกอาหาร หากนอนน้อยหรือเวลานอนไม่สม่ำเสมอ การปรับอาหารอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
3. พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานนาน ความเครียด การกินเพราะอารมณ์ การข้ามมื้ออาหาร หรือการไม่มีเวลาขยับร่างกาย ล้วนเป็นปัจจัยที่แพทย์สามารถนำมาประเมินร่วมเพื่อวางแผนที่เหมาะกับผู้รับบริการแต่ละคน
แนวทางดูแลน้ำหนักหลังเข้าโปรแกรมในระยะยาว
ด้านที่ต้องดูแล | ตัวอย่างแนวทาง | เหตุผลที่สำคัญ |
โภชนาการ | จัดมื้ออาหารให้เหมาะกับกิจวัตรและภาวะสุขภาพ | ช่วยให้การดูแลน้ำหนักสอดคล้องกับชีวิตจริง |
การนอน | ปรับเวลานอนและคุณภาพการพักผ่อน | ส่งผลต่อพลังงาน ความหิว และความต่อเนื่องในการดูแลตนเอง |
กิจกรรมทางกาย | เพิ่มการเคลื่อนไหวที่เหมาะกับสภาพร่างกาย | สนับสนุนสุขภาพโดยรวมและการใช้พลังงานในแต่ละวัน |
ความเครียด | สังเกตพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียด | ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้แผนดูแลไม่ต่อเนื่อง |
การติดตามกับแพทย์ | ประเมินความเหมาะสมของแผนเป็นระยะ | ช่วยให้ปรับแนวทางตามสุขภาพปัจจุบัน |
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน | เลือกเป้าหมายเล็กที่ทำได้จริง | ทำให้การดูแลสุขภาพมีความยั่งยืนมากขึ้น |
การดูแลน้ำหนักระยะยาวต้องมองมากกว่าตัวเลข
ตัวเลขน้ำหนักอาจเป็นข้อมูลหนึ่งที่ใช้ติดตามได้ แต่ไม่ควรเป็นจุดเดียวในการตัดสินว่าการดูแลสุขภาพดีขึ้นหรือไม่ แพทย์อาจพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น พฤติกรรมการกินที่เป็นระบบขึ้น คุณภาพการนอน ระดับพลังงาน ความสม่ำเสมอของกิจกรรมทางกาย และค่าตรวจสุขภาพที่เกี่ยวข้อง
การมองมากกว่าตัวเลขช่วยลดความกดดันและทำให้ผู้รับบริการเข้าใจร่างกายของตนเองมากขึ้น บางช่วงของการดูแลอาจต้องให้ความสำคัญกับการปรับพฤติกรรมก่อน บางช่วงอาจต้องเน้นการพักผ่อน หรือประเมินสุขภาพเมตาบอลิกเพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์
แนวทางดูแลน้ำหนักระยะยาวจึงควรเป็นแผนที่ยืดหยุ่นพอสำหรับชีวิตจริง แต่ยังมีกรอบทางการแพทย์ช่วยกำกับ ไม่ใช่การเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวดในช่วงสั้นแล้วกลับไปใช้รูปแบบเดิม
ข้อห้ามใช้สำคัญ ใครบ้างที่ไม่ควรใช้โปรแกรม Medical Weight Care
แม้ว่าโปรแกรม Medical Weight Care จะได้รับดูแลภายใต้แพทย์ แต่ก็มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางกลุ่ม เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้ในกรณีดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สัมพันธ์กัน แม้จะยังไม่ยืนยันชัดเจนในมนุษย์ แต่ทางการแพทย์ถือเป็นข้อห้ามเคร่งครัด
- ผู้ป่วยกลุ่มอาการ “โรคเนื้องอกของต่อมไร้ท่อหลายชนิด”
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา หรือแพ้ส่วนประกอบใดๆ ในผลิตภัณฑ์อย่างรุนแรง
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรหยุดใช้ยาอย่างน้อย 2 เดือนก่อนวางแผนตั้งครรภ์
- ผู้ที่มีปัญหาตับหรือไตเสื่อมรุนแรง ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น
ทำไมควรดูแลน้ำหนักผ่านโปรแกรม Medical Weight Care ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
การดูแลน้ำหนักภายใต้คำแนะนำของแพทย์ช่วยให้ผู้รับบริการได้รับการประเมินที่เหมาะสมกับภาวะสุขภาพของตนเอง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ใช้ยาบางชนิด มีประวัติสุขภาพซับซ้อน หรือเคยพยายามดูแลตัวเองหลายครั้งแต่ยังไม่พบแนวทางที่เข้ากับชีวิตจริง
แพทย์สามารถช่วยแยกแยะว่าปัจจัยใดควรได้รับการดูแลก่อน ปัจจัยใดควรติดตาม และแผนใดควรปรับตามสุขภาพปัจจุบัน การมีผู้เชี่ยวชาญร่วมดูแลยังช่วยให้ผู้รับบริการตั้งเป้าหมายอย่างสมเหตุสมผลและไม่กดดันตัวเองเกินจำเป็น
สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลน้ำหนักอย่างมีระบบ การประเมินสุขภาพและการติดตามผลโดยแพทย์เป็นพื้นฐานที่ช่วยให้แผนดูแลมีความเหมาะสมมากขึ้น ทั้งในด้านโภชนาการ การนอน กิจกรรมทางกาย พฤติกรรม และสุขภาพเมตาบอลิก
ถ้าหยุดทำโปรแกรม Medical Weight Care จะเกิดอะไรขึ้น?
คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ “หยุดแล้วจะโยโย่ไหม?” ที่ SCMC เราขออธิบายตามหลักการแพทย์ดังนี้
การตอบสนองของร่างกาย โปรแกรม Medical Weight Care ทำงานโดยเลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติเพื่อปรับสมดุลความอยากอาหาร เมื่อจบโปรแกรมหรือหยุดรับการรักษา ร่างกายจะค่อยๆ ปรับระดับฮอร์โมนกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจทำให้ความรู้สึกหิวตามธรรมชาติกลับมาได้
ความยั่งยืนอยู่ที่ “พฤติกรรม” วัตถุประสงค์หลักของโปรแกรมนี้ที่ SCMC ไม่ใช่เพียงการใช้ตัวช่วยทางการแพทย์ แต่คือการใช้ช่วงเวลาที่ความอยากอาหารลดลง เพื่อ “สร้างนิสัยการกินใหม่” หากคนไข้สามารถรักษาวินัยการทานและการออกกำลังกายตามที่แพทย์แนะนำได้ ก็จะสามารถรักษารูปร่างที่ดีไว้ได้ในระยะยาว
การลดระดับยาแทนการหยุดทันที แพทย์จะไม่แนะนำให้หยุดโปรแกรมทันที แต่จะวางแผนการลดระดับการดูแลลงอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ร่างกายปรับตัวได้ดีที่สุดและลดโอกาสเกิดภาวะน้ำหนักดีดกลับ
หากคุณกำลังพิจารณาเริ่มต้นการดูแลรูปร่างด้วยโปรแกรม Medical Weight Care ควรเริ่มจากการปรึกษากับคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ให้ข้อมูลอย่างชัดเจน ไม่โอ้อวด และไม่โฆษณาเกินจริง เพื่อให้การเริ่มต้นของคุณถูกหลักการและเห็นผลถึงความเปลี่ยนแปลง หากต้องการสอบถามปรึกษาเรื่องการควบคุมน้ำหนักติดต่อเรา SCMC THAILAND
กองบรรณาธิการ : นายแพทย์ชเนษฎ์ ศรีสุโข
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: นางสาว ชญานิศ แต้นุเคราะห์, นางสาว ชลลดา สาลี, และ นางสาว กรรวี กิตติชัยดำรง
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก
ถ้าหยุดใช้แล้วจะกลับมาอ้วนไหม (Yo-Yo Effect)?
โปรแกรม Medical Weight Care เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการปรับพฤติกรรม หากระหว่างที่ใช้ยา คุณสามารถฝึกนิสัยการกินใหม่ได้ เช่น กินเป็นเวลา เลือกกินของดี และออกกำลังกายจนเป็นนิสัย เมื่อหยุดยาแล้ว น้ำหนักจะคงที่ได้
โปรแกรม Medical Weight Care มีราคาประมาณเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับ “โดสยา” ที่ใช้ ซึ่งแต่ละบุคคลจะเริ่มต้นและปรับโดสไม่เท่ากัน โดยปกติในช่วงเริ่มต้น (0.25 mg) จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าช่วง Maintenance Dose (1.7 – 2.4 mg)
แนะนำให้ทักแชทหรือเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ SCMC Thailand เพื่อประเมิน และคำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือนที่เหมาะสม
ต้องทำนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผล?
ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกว่าความอยากอาหารลดลงตั้งแต่ สัปดาห์แรก ที่ฉีด ส่วนการลดลงของน้ำหนักที่ชัดเจนมักจะเริ่มเห็นผลในช่วงเดือนที่ 1-3 ขึ้นไป
ใครบ้างที่ไม่สามารถทำโปรแกรม Medical Weight Care ได้?
โปรแกรมนี้ไม่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งไทรอยด์บางชนิด หรือผู้ที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบรุนแรง ทั้งนี้ก่อนเริ่มโปรแกรม แพทย์ SCMC จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประเมินความพร้อมของทุกท่าน
โปรแกรม Medical Weight Care สามารถทำด้วยตนเองที่บ้านได้ไหม
โปรแกรม Medical Weight Care ถูกออกแบบมาให้ คนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ง่ายๆ ที่บ้าน (บริเวณหน้าท้อง หรือ ต้นขา) สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยแพทย์จะสอนวิธีการใช้งานอย่างละเอียดในครั้งแรก ทำให้สะดวกและไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาคลินิกบ่อยๆ
หยุดทำโปรแกรม Medical Weight Care แล้ว รูปร่างจะกลับมาเหมือนเดิมไหม
หัวใจสำคัญของความยั่งยืนคือ “การปรับพฤติกรรม” ระหว่างที่อยู่ในโปรแกรม แพทย์ SCMC จะเน้นให้ท่านสร้างวินัยการทานใหม่ในช่วงที่ความอยากอาหารลดลง หากท่านสามารถรักษาระดับการทานอาหารที่ดีและดูแลตัวเองต่อเนื่องหลังจบโปรแกรม ก็จะสามารถรักษารูปร่างและผลลัพธ์ที่ดีไว้ได้ในระยะยาว
ผู้ที่เริ่มทำโปรแกรม Medical Weight Care จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อไหร่
โปรแกรม Medical Weight Care มีผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลและการปรับพฤติกรรมร่วมด้วย โดยส่วนมากผู้รับบริการจะเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงด้านความอิ่มและการทานอาหารที่ลดลงได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆ ของการเริ่มโปรแกรม แพทย์แนะนำให้เข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ร่างกายปรับระบบเผาผลาญและรูปร่างได้เต็มประสิทธิภาพ
ฟอร์มลงทะเบียนข้อมูลปรึกษา
โปรแกรมคุมน้ำหนัก ลดน้ำหนัก ที่ SCMC CLINIC
ติดต่อสอบถาม SCMC Clinic Bangkok (Srisukho Clinic of Mahanakhon Center) พร้อมให้คำแนะนำและประเมินโดยแพทย์ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรศัพท์: 097 428 2999
LINE Official: @msc.skin
Facebook: MALI CLINIC Silom3 BY Doctor Gla
IG : maliclinic.silom3
Tiktok : @maliclinic.silom3
Website : https://scmcthailand.com
แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อรับบริการตรงเวลา และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากผู้มีประสบการณ์เฉพาะทาง


