SCMC CLINIC

understanding-hidden-belly-fat

ภัยเงียบ ไขมันช่องท้อง อันตรายที่คุณมองไม่เห็นและดูดออกไม่ได้

หลายคนเข้าใจผิดว่าความอ้วนวัดกันที่ตัวเลขบนตาชั่ง หรือไขมันที่ต้นแขนต้นขา แต่ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ นั่นคือ “ไขมันช่องท้อง” ไขมันชนิดพิเศษที่ไม่ได้แค่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง แต่แทรกซึมเกาะติดอยู่กับอวัยวะสำคัญภายใน ทั้งตับ ตับอ่อน และลำไส้ เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะก่อให้เกิดโรคเรื้อรังมากมาย วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ “ฆาตกรเงียบ” ตัวนี้ และวิธีจัดการ

ไขมันช่องท้อง คืออะไร?

จินตนาการว่าร่างกายเราเป็นเหมือนกระเป๋าเดินทางที่บรรจุอวัยวะสำคัญไว้ (ตับ ไต ลำไส้ ตับอ่อน) ไขมันช่องท้อง คือไขมันสีเหลืองเข้มที่ไม่ได้อยู่ใต้ผิวหนังครับ แต่มันแทรกตัวเข้าไป “หุ้ม” และ “พันธนาการ” อวัยวะภายในของเราไว้ เหมือนเถาวัลย์พิษที่เลื้อยพันต้นไม้

  • ต้นไม้
  • มันเกาะที่ตับ (ไขมันพอกตับ)
  • มันแทรกในตับอ่อน (ต้นเหตุเบาหวาน)
  • มันแทรกตามลำไส้
ไขมันช่องท้อง

เหตุผลที่ “ดูดออกไม่ได้” ครับ เพราะไม่มีเครื่องมือแพทย์ใดที่จะสอดผ่านกล้ามเนื้อหน้าท้อง เข้าไปเลาะไขมันออกจากลำไส้ทีละขดโดยไม่ทำให้อวัยวะฉีกขาด การจะกำจัดมัน มีทางเดียวคือต้องให้ร่างกาย “เผาผลาญมันทิ้ง” เองเท่านั้น

ทำไมมันถึงเป็น "ฆาตกรเงียบ"?


ในอดีต เราเคยเข้าใจว่าไขมันก็แค่ “ห้องเก็บพลังงาน” ที่อยู่เฉยๆ รอวันถูกดึงไปใช้ แต่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ค้นพบความจริงที่น่าขนลุกครับ… ไขมันช่องท้อง ไม่ใช่แค่ห้องเก็บของ แต่มันคือ “อวัยวะ” ชนิดหนึ่งที่มีชีวิตมันสามารถผลิตสารเคมีและฮอร์โมนออกมาบงการร่างกายเราได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องแย่ๆ ทั้งนั้นครับ

1. โรงงานผลิตสารอักเสบ

ไขมันช่องท้องจะปล่อยสารไซโตไคน์ ออกมาในกระแสเลือดตลอดเวลา สารนี้ก่อให้เกิด “การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ” ทั่วร่างกาย

  • หลอดเลือดอักเสบ -> นำไปสู่โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ
  • เซลล์ต่างๆ เสื่อมเร็ว -> แก่ก่อนวัย และเสี่ยงมะเร็งบางชนิด

2. ทางด่วนสู่ตับ

เนื่องจากมันเกาะอยู่ติดกับตับ กรดไขมันและสารพิษที่มันปล่อยออกมา จะไหลตรงเข้าสู่ตับผ่านเส้นเลือดดำทันทีโดยไม่ผ่านการกรอง

  • ตับจึงรับภาระหนักที่สุด เกิดภาวะ ไขมันพอกตับทำให้ตับสร้าง
  • คอเลสเตอรอลเลว เพิ่มขึ้น และลดไขมันดีลง

3. ตัวการเบาหวาน

สารจากไขมันช่องท้องจะไปขัดขวางการทำงานของอินซูลินโดยตรง ทำให้เซลล์ไม่ยอมเปิดรับน้ำตาล (ภาวะดื้ออินซูลิน) ตับอ่อนต้องทำงานหนักจนพัง นำไปสู่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในที่สุด
สังเกตง่ายๆ ใครที่พุงป่องแข็งๆ มักจะมีค่าน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงแล้วครับ

3 ใครบ้างที่มีความเสี่ยง? (คนผอมก็มีได้!) เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ครับ “ผอมไม่ได้แปลว่าปลอดภัย” เราเรียกกลุ่มนี้ว่า TOFI (Thin Outside, Fat Inside) คือภายนอกดูตัวเล็ก แขนขาเล็ก น้ำหนักตามเกณฑ์ แต่… ลงพุงป่องๆ หรือไปตรวจร่างกายแล้วเจอไขมันพอกตับ

สาเหตุที่ทำให้คนผอมมีไขมันช่องท้อง

1. ไม่ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อน้อย ทำให้ไม่มีเตาเผาไขมัน
2. กินน้ำตาล/แอลกอฮอล์หนัก พลังงานส่วนเกินจากพวกนี้ มักจะวิ่งตรงไปสะสมที่ช่องท้องก่อนเป็นที่แรก
3. พันธุกรรม คนเอเชียอย่างเรา มีแนวโน้มสะสมไขมันช่องท้องง่ายกว่าฝรั่ง แม้ค่า BMI จะไม่สูงมากก็ตาม

วิธีเช็กตัวเองเบื้องต้น (โดยไม่ต้องเข้าเครื่องสแกน) ใช้สายวัดธรรมดา วัดรอบเอวที่ระดับสะดือ

  • ผู้ชาย ไม่ควรเกิน 90 ซม. (36 นิ้ว)
  • ผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 ซม. (32 นิ้ว)
    ถ้าเกินนี้… ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า คุณกำลังเลี้ยงดู “ปีศาจช่องท้อง” ไว้ในตัวแล้ว

4 ขั้นตอนในการกำจัดไขมัน

1. ตัดน้ำตาลและแป้งขัดขาว ยาแรงที่สุด ถ้างดน้ำหวานและขนมได้ อินซูลินจะลดต่ำลง ร่างกายจะเลิกสะสมไขมันใหม่ที่ตับ และเริ่มดึงไขมันเก่าออกมาใช้ Tip ลองทำ Low Carb Diet หรือลดปริมาณข้าวแป้งลงครึ่งหนึ่งในมื้อเย็น เห็นผลไวมากครับ

2. ทำ IF การเว้นช่วงมื้ออาหาร (เช่น 16/8) คือกุญแจสำคัญ
เมื่อท้องว่างเกิน 12 ชั่วโมง ร่างกายจะใช้ไกลโคเจน (แป้งสะสม) จนหมด และจะเริ่มเจาะไขมันที่พุงออกมาใช้เป็นพลังงาน
ไขมันช่องท้องจะถูกดึงออกมาเป็นอันดับแรกๆ เพราะมันอยู่ใกล้ตับ (แหล่งแปรรูปพลังงาน) มากที่สุด

3. Cardio Zone 2 + HIIT
Zone 2 (เดินเร็ว/วิ่งเหยาะ) ทำต่อเนื่อง 45 นาทีขึ้นไป เพื่อดึงไขมันมาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลัก
HIIT (ออกกำลังหนักสลับเบา) ช่วยกระตุ้นการหลั่ง Growth Hormone และ Catecholamines ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วย “เปิดประตู” ไขมันช่องท้องให้ออกมาสู่กระแสเลือดได้ดีขึ้น

4. นอนให้พอ
มีงานวิจัยยืนยันว่า คนที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง มีแนวโน้มสะสมไขมันช่องท้องมากกว่าคนที่นอน 7-8 ชั่วโมงถึง 2.5 เท่า! เพราะฉะนั้น การนอนคือการลดพุงที่ถูกที่สุดครับ ไขมันช่องท้อง เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ผูกติดไว้กับเอวของเรา เรามองไม่เห็นมันชัดเจนเหมือนไขมันที่ต้นขา และเราไม่สามารถไปนอนให้หมอศัลยกรรมดูดมันออกได้

ทางเดียวที่จะเอามันออกได้ คือ “วินัย” และ “ความรักในตัวเอง” ของคุณครับ

4 อาหารเลี้ยงไขมันช่องท้อง (อะไรที่ทำให้พุงป่อง?)

ศัตรูของไขมันช่องท้อง ไม่ใช่ “ไขมัน” ที่เรากินเข้าไปตรงๆ เสมอไปครับ แต่คือสิ่งเหล่านี้
1. น้ำตาลฟรุกโตส
พบในน้ำอัดลม ชาเขียวขวด น้ำผลไม้กล่อง และขนมหวาน
ฟรุกโตสต่างจากกลูโคสตรงที่ “มีแค่ตับเท่านั้นที่จัดการมันได้”
เมื่อตับรับฟรุกโตสมาเยอะเกินไป ตับจะเปลี่ยนมันเป็นไขมันช่องท้องทันที สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนยุคนี้ลงพุง

2. ไขมันทรานส์
พบในมาการีน ครีมเทียม เบเกอรี่ราคาถูก ของทอดซ้ำ
ไขมันชนิดนี้ร่างกาย “งง” ครับ ไม่รู้จะเอาไปใช้อย่างไร เลยเอาไปยัดเก็บไว้ในช่องท้อง และยังไปกระตุ้นการอักเสบเพิ่มขึ้นอีก

3. แอลกอฮอล์
ทำไมคนดื่มเบียร์ถึงลงพุง?
แอลกอฮอล์ให้พลังงานสูง (7 kcal/gram) เกือบเท่าไขมัน
เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย ตับจะหยุดเผาผลาญไขมันอื่นทั้งหมด เพื่อมากำจัดแอลกอฮอล์ก่อน ไขมันจากกับแกล้มที่คุณกินเข้าไป จึงถูกส่งไปเก็บที่พุงทันทีโดยไม่มีการตรวจสอบ

4. ความเครียด
อย่างที่ผมเคยเล่าในบทความก่อนๆ ฮอร์โมนเครียดจะสั่งให้ร่างกายย้ายไขมันจากที่อื่น มาเก็บไว้ที่ “ช่องท้อง” เพื่อความปลอดภัย

5 ปฏิบัติการ “ละลาย” ไขมันช่องท้อง (ข่าวดีคือ… มันออกง่ายกว่าที่คิด
อ่านมาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งจิตตกครับ เพราะธรรมชาติมีความยุติธรรมเสมอ
“ไขมันช่องท้อง เป็นไขมันที่อันตรายที่สุด แต่ก็เป็นไขมันที่สลายออกได้ ‘ง่ายที่สุด’ และ ‘เร็วที่สุด’ เช่นกัน”
เนื่องจากมันมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเยอะ (เพื่อส่งสารพิษออกไป) มันจึงตอบสนองต่อการลดน้ำหนักได้ไวมาก เพียงแค่คุณเริ่มปรับพฤติกรรม สัปดาห์แรกๆ พุงจะยุบก่อนแขนขาด้วยซ้ำครับ

ข่าวดีคือ ทันทีที่คุณเริ่มกินดีขึ้น เริ่มขยับตัวมากขึ้น ไขมันช่องท้องจะลดลงทันที สุขภาพตับจะดีขึ้น ค่าเลือดจะดีขึ้น ความเสี่ยงเบาหวานจะลดลงฮวบฮาบ อย่ารอให้ถึงวันที่หมอยื่นผลตรวจเลือดพร้อมยาถุงใหญ่ครับ ลองหยิบสายวัดขึ้นมาวัดรอบเอววันนี้ แล้วตั้งเป้าหมายที่จะลดมันลงทีละนิด

ไม่ใช่เพื่อใคร… แต่เพื่อที่คุณจะได้อยู่ใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงและมีความสุขไปอีกนานๆ ครับ

Scroll to Top