พออากาศเปลี่ยน ผื่นก็เห่อ หรือบางทีแค่เหงื่อออกนิดเดียว ก็รู้สึกคันยิบๆ ตามข้อพับจนต้องแอบเกา อาการ “ผื่นคัน” ถือเป็นปัญหากวนใจที่ใครไม่เป็นคงไม่เข้าใจ เพราะนอกจากจะเสียบุคลิกภาพแล้ว ความทรมานจากอาการคันยังรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวันสุดๆ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าอาการคัน คือการที่หลายคน “วินิจฉัยโรคเอง”
เดินไปร้านขายยา ซื้อยามาทาเอง โดยที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าตุ่มแดงๆ ที่ขึ้นมานั้นคือ “ภูมิแพ้ผิวหนัง” หรือ “เชื้อรา” กันแน่
รู้ไหมว่า โรคผิวหนังสองกลุ่มนี้ แม้หน้าตาภายนอกจะดูคล้ายกันราวกับฝาแฝด แต่ “วิธีการรักษา” นั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง หากวินิจฉัยผิดแล้วเอายาแก้แพ้ (สเตียรอยด์) ไปทาลงบนแผลเชื้อรา ก็เหมือนเอาน้ำมันราดเข้ากองไฟ เชื้อราจะยิ่งลาม ยิ่งรุนแรง และรักษายากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
ภูมิแพ้ผิวหนัง เมื่อเกราะป้องกันผิวรั่ว
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ใช่โรคติดต่อ คุณไม่สามารถติดโรคนี้จากการจับมือเพื่อน แต่เป็นโรคที่เกิดจาก ปัจจัยภายใน เป็นหลัก
คนที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีโครงสร้างผิวที่บอบบางกว่าคนทั่วไป เปรียบเหมือนกำแพงบ้านที่มีรอยร้าว ทำให้ความชุ่มชื้นระเหยออกง่าย (ผิวจึงแห้งสาก) และเชื้อโรคหรือสารก่อระบบภูมิแพ้จากภายนอกเจาะเข้ามาได้ง่าย
ลักษณะเด่นของผื่นภูมิแพ้
- มักขึ้นตาม “ข้อพับ” ต่างๆ เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ หรือแก้ม (ในเด็ก)
- ผิวจะแห้ง แดง สาก ลอกเป็นขุยๆ ถ้าเป็นเรื้อรังผิวบริเวณนั้นจะหนาตัวขึ้นและมีสีคล้ำลง จากการเกา
- “คันมาก” โดยเฉพาะเวลากลางคืน หรือเวลาที่ผิวแห้งจัดๆ ยิ่งเกาก็ยิ่งมัน และยิ่งลาม
- ตัวกระตุ้น อากาศแห้ง, ไรฝุ่น, ขนสัตว์, สบู่ที่มีความเป็นด่างสูง, หรือความเครียด
โรคเชื้อราผิวหนัง ผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ
ต่างจากภูมิแพ้ผิวหนังอย่างสิ้นเชิง เพราะเชื้อราคือ “การติดเชื้อจากภายนอก” เชื้อราเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ชอบความ “อับ ชื้น อุ่น” เป็นที่สุด ประเทศไทยที่อากาศร้อนชื้นจึงเปรียบเสมือนสวรรค์ของเชื้อราเลยทีเดียว
ลักษณะเด่นของผื่นเชื้อรา
- ชอบขึ้นในที่ “อับชื้น” เช่น ขาหนีบ, ง่ามนิ้วเท้า, ใต้ราวนม หรือบริเวณที่เหงื่อออกเยอะๆ
- ผื่นเชื้อรามักจะมีขอบเขตชัดเจน ขอบแดงนูน และมักจะ “ลามออกเป็นวงกว้าง” โดยที่ตรงกลางวงอาจจะดูผิวปกติ แต่ขอบจะแดงและคันยิบๆ
- ยิ่งเหงื่อออกยิ่งคัน
- การติดต่อ “ติดกันได้” ผ่านการใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือติดจากสัตว์เลี้ยง (แมว/สุนัข)
เทียบชัดๆ ภูมิแพ้ vs เชื้อรา ดูยังไงไม่ให้พลาด
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองเช็กตัวเองตามหัวข้อนี้ดู
หัวข้อเปรียบเทียบ | ภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) | เชื้อรา (Fungal Infection) |
รูปร่างผื่น | ผื่นแดง แห้ง ลอก ไม่มีขอบชัดเจน มักเป็นปื้นๆ | เป็นวงกลม ขอบแดงนูนชัดเจน (วงแหวน) ตรงกลางอาจดูปกติ |
ตำแหน่ง | ข้อพับแขน/ขา, คอ, หน้า, ผิวส่วนที่แห้ง | ขาหนีบ, ง่ามนิ้ว, ก้น, ใต้ร่มผ้าที่อับชื้น |
ผิวสัมผัส | แห้ง สาก เป็นขุย | ชื้น แฉะ หรือลอกเป็นแผ่นเปื่อยๆ |
การติดต่อ | ไม่ติดต่อ | ติดต่อได้ (คนสู่คน / สัตว์สู่คน) |
ปฏิกิริยาต่อสเตียรอยด์ | ทาแล้วดีขึ้น ยุบเร็ว | ทาแล้วแย่ลง ผื่นลามกว้างขึ้น (เชื้อราชอบสเตียรอยด์) |
อันตรายของการ ซื้อยามาทาเอง
เรื่องนี้สำคัญมากและอยากเน้นย้ำ หลายคนพอมีผื่น ก็มักจะเดินไปซื้อ “ยาแก้แพ้ แก้คัน” ซึ่งส่วนใหญ่มักผสมสาร สเตียรอยด์
- ถ้าคุณเป็นภูมิแพ้ สเตียรอยด์จะช่วยลดอักเสบ ผื่นยุบเร็ว
- ถ้าคุณเป็นเชื้อรา สเตียรอยด์เปรียบเสมือน “ปุ๋ย” ชั้นดีที่ทำให้เชื้อราเจริญเติบโต ทาปุ๊บอาจจะหายคันไปชั่วขณะเพราะฤทธิ์กดภูมิ แต่ผ่านไป 2-3 วัน ผื่นจะเด้งกลับมาใหม่และวงใหญ่กว่าเดิม กลายพันธุ์เป็นเชื้อราที่ดื้อยาและรักษายากขึ้น
ห้าม ใช้ยาสเตียรอยด์ทาผื่นเชื้อราเด็ดขาด และถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร อย่าเสี่ยงทายาเอง
คู่มือดูแลผิวทางแยกของการรักษา
เมื่อแยกประเภทออกแล้ว มาดูวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้องกัน
วิธีดูแล ผิวภูมิแพ้ ให้กลับมาแข็งแรง
หัวใจสำคัญคือ “เติมความชุ่มชื้น + เสริมเกราะป้องกันผิว”
1. Moisturizer ต้องทาครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา โดยเฉพาะหลังอาบน้ำภายใน 3 นาที เลือกสูตรที่ไม่มีน้ำหอม และเน้นเสริมชั้นผิว
2. อาบน้ำให้ถูกวิธี อย่าอาบน้ำอุ่นจัด และอย่าอาบนานเกิน 10 นาที เพราะจะชะล้างน้ำมันธรรมชาติออกไป เลือกสบู่ที่มีค่า pH 5.5 หรือสูตร Soap-free
3. เลี่ยงตัวกระตุ้น สังเกตว่าอะไรทำให้เห่อ เช่น ฝุ่น อากาศร้อน แล้วเลี่ยงสิ่งนั้น
4. ตัดเล็บให้สั้น เพื่อลดการเกาจนเกิดแผลติดเชื้อซ้ำซ้อน
วิธีดูแลผิวติดเชื้อรา
หัวใจสำคัญคือ “แห้ง + สะอาด + ฆ่าเชื้อจนจบ”
1. ทายาฆ่าเชื้อราให้ครบ ยาต้านเชื้อรา ต้องทาต่อเนื่อง แม้ผื่นจะหายแล้ว ก็ต้องทาต่ออีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อตายสนิทจริงๆ ไม่กลับมาเป็นซ้ำ
2. ความแห้งคือหัวใจ เชื้อราชอบความชื้น หลังอาบน้ำต้องเช็ดตัวให้แห้งสนิททุกซอกทุกมุม โดยเฉพาะง่ามนิ้วและขาหนีบ อาจใช้ไดร์เป่าผมช่วยเป่าลมเย็นก็ได้
3. อย่าใช้ของร่วมกัน แยกผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ซักเสื้อผ้าด้วยน้ำร้อนหรือตากแดดจัดๆ เพื่อฆ่าเชื้อ
4. อย่าเกา เชื้อราสามารถติดเล็บและลามไปส่วนอื่นของร่างกายได้ง่ายมากหากเราเกา
5. เมื่อไหร่ที่ควรไปหาหมอ
บางครั้งอาการทางผิวหนังก็ซับซ้อนกว่าที่เราคิด หากดูแลเบื้องต้นแล้วยังมีอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางทันที
- ผื่นลามเร็วมาก หรือมีตุ่มหนอง มีน้ำเหลืองไหล สัญญาณการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- ทายาแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์
- ผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า หรืออวัยวะเพศ
- มีไข้ หรือปวดร่วมด้วย
- เด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว
ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายและทำหน้าที่ปกป้องเราจากโลกภายนอก การมีผื่นคันไม่ใช่แค่เรื่องรำคาญใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายส่งมาบอกเรา
ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้ที่เกิดจากเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ หรือเชื้อราที่เกิดจากความอับชื้น ทั้งสองอย่างนี้จัดการได้หากเรา “รู้ทัน” และ “ดูแลถูกจุด” เลิกนิสัยการซื้อยามาทาเองแบบเดาสุ่ม แล้วหันมาสังเกตตัวเองให้ละเอียดขึ้น หรือปรึกษาแพทย์เพื่อความชัวร์
เพราะการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น คือทางลัดที่จะทำให้คุณกลับมามีผิวที่เรียบเนียน สุขภาพดี และโชว์ผิวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
หากคุณสนใจโปรแกรมควบคุมน้ำหนักเฉพาะบุคคล หรืออยากเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างจริงจัง อย่าลังเลที่จะปรึกษาเรา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน
ติดต่อสอบถาม SCMC Clinic Bangkok (Srisukho Clinic of Mahanakhon Center) พร้อมให้คำแนะนำและประเมินโดยแพทย์ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรศัพท์: 097 428 2999
LINE Official: @msc.skin
Facebook: MALI CLINIC Silom3 BY Doctor Gla
IG : maliclinic.silom3
Tiktok : @maliclinic.silom3
Website : https://scmcthailand.com
แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อรับบริการตรงเวลา และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากผู้มีประสบการณ์เฉพาะทาง


