SCMC CLINIC

ลดน้ำหนักไม่ลงเพราะฮอร์โมน

ลดน้ำหนักไม่ลงเพราะฮอร์โมน เจาะลึกบทบาทของความเครียดและฮอร์โมนที่แพทย์ต้องตรวจก่อนเริ่มโปรแกรม

หากออกกำลังกายอย่างหนัก คุมอาหารอย่างเคร่งครัด แต่ตัวเลขบนตาชั่งก็ยังนิ่งสนิท หรือแม้แต่พยายามลดเท่าไรไขมันที่หน้าท้องก็ไม่ยอมหายไปใช่ไหม? อย่าเพิ่งท้อแท้ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความพยายามของคุณ แต่อาจจะเป็นเรื่องของความไม่สมดุลของฮอร์โมน ภายในร่างกายที่กำลังเป็นอุปสรรคอยู่เบื้องหลัง

การลดน้ำหนักแบบเดิมที่มุ่งเน้นแต่แคลอรีเข้า-แคลอรีออก อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านฮอร์โมน การเริ่มต้นโปรแกรมปรับรูปร่างที่ได้ผลจริงจึงต้องเริ่มต้นจากการ ตรวจเช็กสุขภาพฮอร์โมน อย่างละเอียดก่อน

เจาะลึกความเชื่อมโยงระหว่าง ความเครียด กับฮอร์โมนที่ทำให้ลดน้ำหนักยาก และแนะนำว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องตรวจฮอร์โมนใดบ้าง เพื่อที่คุณจะสามารถค้นพบต้นตอของปัญหาและเริ่มต้นการปรับรูปร่างได้อย่างตรงจุดที่สุด

ความเครียดเรื้อรัง ต้นตอของฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน

ความเครียดเรื้อรัง ต้นตอของฮอร์โมนที่ผิดเพี้ยน

ความเครียดเรื้อรังในชีวิตประจำวัน คือ ปัจจัยอันดับหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายเข้าสู่ โหมดสะสมไขมันอย่างถาวร

1. ฮอร์โมนคอร์ติซอล

คอร์ติซอล คือ ฮอร์โมนความเครียดที่ถูกหลั่งออกมาจากต่อมหมวกไตเมื่อเราเผชิญกับภาวะเครียดหรืออันตราย

  • ผลต่อการสะสมไขมัน เมื่อคอร์ติซอลถูกหลั่งออกมามากและนานเกินไป จะส่งสัญญาณให้ร่างกาย กักเก็บพลังงาน และ สะสมไขมันในรูปแบบไขมันช่องท้อง โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องและรอบเอว การสะสมไขมันรูปแบบนี้เป็นไขมันอันตรายที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย
  • ผลต่อความอยากอาหาร คอร์ติซอลยังกระตุ้นความอยากอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงเพื่อให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นชั่วคราว ทำให้เกิดวงจรของการกินมากเกินไปและน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

2. ภาวะต่อมหมวกไตล้า

ความเครียดเรื้อรังอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Adrenal Fatigue หรือภาวะต่อมหมวกไตล้า ซึ่งทำให้ระดับคอร์ติซอลในร่างกายไม่สมดุล อาจสูงเกินไปในช่วงกลางคืน (ทำให้นอนไม่หลับ) หรือต่ำเกินไปในช่วงเช้า (ทำให้อ่อนเพลีย) ซึ่งทั้งสองภาวะนี้ส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติและลดน้ำหนักได้ยากมาก

3. ฮอร์โมนหลักที่แพทย์ต้องตรวจก่อนเริ่มโปรแกรมปรับรูปร่าง

นอกเหนือจากคอร์ติซอลแล้ว ฮอร์โมนหลักอีก 3 กลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมน้ำหนักและระบบเผาผลาญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจวัดค่าเหล่านี้เพื่อหาความผิดปกติก่อนออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสม

1. ฮอร์โมนไทรอยด์ ฮอร์โมนไทรอยด์เปรียบเสมือนคันเร่งของระบบเผาผลาญในร่างกาย

  • ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลดน้ำหนักยาก เมื่อไทรอยด์ทำงานต่ำ ร่างกายจะเผาผลาญพลังงานช้าลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่าย แม้จะทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม
  • การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะทำการตรวจเลือดเพื่อวัดค่า TSH (Thyroid Stimulating Hormone), Free T3, และ Free T4 เพื่อประเมินการทำงานของต่อมไทรอยด์อย่างละเอียด หากพบความผิดปกติ แพทย์จะต้องรักษาภาวะไทรอยด์ก่อนเริ่มโปรแกรมลดน้ำหนัก

2. อินซูลินและภาวะดื้ออินซูลิน อินซูลินทำหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน แต่การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูงเป็นประจำจะนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน

  • ผลต่อการลดน้ำหนัก เมื่อเซลล์ดื้ออินซูลิน ตับอ่อนจะผลิตอินซูลินออกมามากขึ้นเพื่อบังคับให้น้ำตาลเข้าเซลล์ แต่ระดับอินซูลินที่สูงเรื้อรังนี้จะไป ปิดกั้นการเผาผลาญไขมัน และกระตุ้นให้ร่างกาย สะสมไขมัน แทนการนำไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้การลดไขมันเป็นไปได้ยากมาก
  • การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะตรวจวัดระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือด (โดยเฉพาะการตรวจ HOMA-IR เพื่อประเมินความรุนแรงของภาวะดื้ออินซูลิน) การแก้ไขภาวะนี้โดยการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสม ถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกการลดน้ำหนักเลย

3. ฮอร์โมนหิว-อิ่ม ความไม่สมดุลของฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวและความอิ่มก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

  • เลปติน คือ ฮอร์โมนอิ่ม ที่ถูกสร้างจากเซลล์ไขมัน เพื่อบอกสมองว่ามีพลังงานเพียงพอแล้ว
    • ภาวะดื้อเลปติน ในคนที่มีไขมันมากเกินไป ร่างกายจะหลั่งเลปตินมาก แต่สมองกลับไม่ตอบสนอง ทำให้สมองเข้าใจว่ากำลังอยู่ในภาวะอดอยาก ส่งผลให้รู้สึกหิวตลอดเวลาและไม่สามารถควบคุมการกินได้
  • เกรลิน (Ghrelin) คือ ฮอร์โมนหิวที่หลั่งมาจากกระเพาะอาหาร เมื่อเราอดอาหาร
  • การแก้ไขแพทย์จะแนะนำการจัดการความเครียดและการปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการปรับสมดุลของฮอร์โมนหิว-อิ่มนี้ให้กลับมาเป็นปกติ
การตรวจวินิจฉัยและการวางแผนโปรแกรมโดยแพทย์

การตรวจวินิจฉัยและการวางแผนโปรแกรมโดยแพทย์

โปรแกรมการปรับรูปร่างที่ได้ผลและยั่งยืนจะเริ่มต้นจากการวินิจฉัยอย่างแม่นยำ

1. การตรวจเลือดเชิงลึก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำการตรวจเลือดที่ครอบคลุมฮอร์โมนหลัก ๆ เหล่านี้

  • Thyroid Panel TSH, Free T3, Free T4 เพื่อประเมินการเผาผลาญ
  • Insulin Resistance Markers Fasting Insulin, HOMA-IR, Fasting Glucose เพื่อประเมินการจัดการน้ำตาล)
  • Adrenal Health Morning Cortisol เพื่อประเมินผลกระทบจากความเครียด
  • Sex Hormones Estradiol, Testosterone เพื่อดูความไม่สมดุลที่ส่งผลต่อการสะสมไขมัน

2. การรักษาที่เน้นการปรับสมดุลฮอร์โมน เมื่อได้ผลการตรวจที่ชัดเจนแล้ว แพทย์จะออกแบบโปรแกรมที่ไม่ใช่แค่การนับแคลอรี แต่เป็นการ รักษาที่ต้นเหตุ

  • การจัดการความเครียด แนะนำเทคนิคการผ่อนคลาย, การปรับเวลานอน, และการใช้สารอาหารเสริมที่ช่วยลดคอร์ติซอล เช่น Ashwagandha หรือ Magnesium
  • โภชนาการแบบปรับฮอร์โมน เน้นอาหารที่มีใยอาหารสูง โปรตีนเพียงพอ และไขมันดีเพื่อลดการกระตุ้นอินซูลินและฟื้นฟูภาวะดื้ออินซูลิน
  • การออกกำลังกายเฉพาะบุคคล เน้นการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไปในช่วงแรก เพื่อไม่ให้ไปกระตุ้นคอร์ติซอลให้สูงขึ้นอีก จนกว่าระดับฮอร์โมนจะสมดุล

หากคุณพยายามลดน้ำหนักมานานแต่ไม่ประสบความสำเร็จ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการกินน้อยลงหรือออกกำลังกายมากขึ้นอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเสมอไป
การปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจฮอร์โมนอย่างละเอียด คือการ ลงทุน ที่สำคัญที่สุดในการปรับรูปร่าง เพราะเป็นการค้นพบรหัสลับที่ทำให้ร่างกายคุณไม่สามารถลดน้ำหนักได้
เมื่อฮอร์โมนกลับมาสมดุล ระบบเผาผลาญของคุณก็จะกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำหนักก็จะลดลงได้ง่ายขึ้นสำคัญที่สุด คือ ผลลัพธ์ที่ได้ในระยะยาว

ติดต่อสอบถาม SCMC Clinic Bangkok (Srisukho Clinic of Mahanakhon Center) พร้อมให้คำแนะนำและประเมินโดยแพทย์ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรศัพท์: 097 428 2999
LINE Official: @msc.skin
Facebook: MALI CLINIC Silom3 BY Doctor Gla
IG : maliclinic.silom3
Tiktok : @maliclinic.silom3
Website : https://scmcthailand.com

แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อรับบริการตรงเวลา และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากผู้มีประสบการณ์เฉพาะทาง

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top