เวลาพูดถึงน้ำหนักตัวและสุขภาพ ตัวเลขตัวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอคือ “BMI” หรือ Body Mass Index ซึ่งเป็นดัชนีมวลกายที่ใช้ประเมินว่าน้ำหนักของเราอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับส่วนสูงหรือไม่ แม้ว่า BMI จะไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการประเมินสุขภาพเบื้องต้น มาทำความรู้จักกับ BMI กันให้มากขึ้น
BMI คืออะไร? คำนวณอย่างไร?
BMI คือค่าที่ได้จากการนำน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง เช่น ถ้าคุณหนัก 65 กิโลกรัม สูง 165 เซนติเมตร (1.65 เมตร) BMI ของคุณคือ 65 หารด้วย 1.65 ยกกำลังสอง เท่ากับ 23.9 เป็นต้น
เกณฑ์มาตรฐาน BMI สำหรับคนเอเชีย
เนื่องจากคนเอเชียมีแนวโน้มสะสมไขมันในช่องท้องมากกว่า ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังสูงกว่าแม้ BMI จะไม่สูงมาก
สำหรับเกณฑ์มาตรฐาน BMI ของคนเอเชีย แบ่งได้ดังนี้ ถ้า BMI ต่ำกว่า 18.5 ถือว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ อาจเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ ภูมิคุ้มกันต่ำ กระดูกบาง ถ้า BMI อยู่ระหว่าง 18.5-22.9 ถือว่าน้ำหนักปกติ เป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพ ถ้า BMI อยู่ระหว่าง 23-24.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน เริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง ถ้า BMI อยู่ระหว่าง 25-29.9 ถือว่าอ้วนระดับ 1 มีความเสี่ยงสูงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และถ้า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ถือว่าอ้วนระดับ 2 มีความเสี่ยงสูงมากต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเรื้อรังต่าง ๆ
ข้อจำกัดของ BMI
แม้ BMI จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถแยกแยะระหว่างน้ำหนักจากกล้ามเนื้อกับไขมัน นักกล้ามที่มีมวลกล้ามเนื้อสูงอาจมี BMI เกินเกณฑ์แต่สุขภาพดีมาก ในทางกลับกัน คนที่มี BMI ปกติแต่มีไขมันสะสมในช่องท้องมากก็อาจมีความเสี่ยงสูง สิ่งที่ควรพิจารณาร่วมด้วย ได้แก่ รอบเอว เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย อัตราส่วนรอบเอวต่อรอบสะโพก และผลตรวจเลือด
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการปรับสมดุลร่างกาย?
กลุ่ม 1 คือคนที่มี BMI เกิน 23 ขึ้นไป เพราะเริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง การปรับสมดุลร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต
กลุ่ม 2 คือคนที่มีรอบเอวเกินมาตรฐาน ผู้ชายรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร ผู้หญิงรอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร แม้ BMI จะยังไม่สูงมาก แต่ไขมันที่สะสมบริเวณหน้าท้องเป็นอันตรายเพราะอยู่ใกล้อวัยวะสำคัญ
กลุ่ม 3 คือคนที่ผลตรวจเลือดผิดปกติ เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง แม้น้ำหนักจะอยู่ในเกณฑ์ปกติก็ตาม
กลุ่ม 4 คือคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดสมอง การดูแลสุขภาพและปรับสมดุลร่างกายตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
กลุ่ม 5 คือคนที่รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป เช่น เหนื่อยง่าย นอนไม่หลับ ปวดหัวเข่าหรือหลัง เคลื่อนไหวลำบาก อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายต้องการการปรับสมดุล
BMI เป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่ช่วยประเมินว่าน้ำหนักเราอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ สำหรับคนเอเชีย BMI ที่ดีควรอยู่ระหว่าง 18.5-22.9 ผู้ที่ควรเข้ารับการปรับสมดุลร่างกาย ได้แก่ คนที่มี BMI เกิน 23 คนที่มีรอบเอวเกินมาตรฐาน คนที่ผลตรวจเลือดผิดปกติ คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเรื้อรัง และคนที่รู้สึกว่าร่างกายเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม BMI เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ควรพิจารณาตัวชี้วัดอื่น ๆ ร่วมด้วยเพื่อประเมินสุขภาพอย่างรอบด้าน


