SCMC CLINIC

เช็กสัญญาณผิวบอกโรค รวมโรคผิวหนังยอดฮิตที่พบบ่อย อาการแบบไหนที่ควรรีบไปหาหมอ

พออากาศเปลี่ยน ผื่นก็เห่อ หรือบางทีแค่เหงื่อออกนิดเดียว ก็รู้สึกคันยิบๆ ตามข้อพับจนต้องแอบเกา อาการ “ผื่นคัน” ถือเป็นปัญหากวนใจที่ใครไม่เป็นคงไม่เข้าใจ เพราะนอกจากจะเสียบุคลิกภาพแล้ว ความทรมานจากอาการคันยังรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวันสุดๆ แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าอาการคัน คือการที่หลายคน “วินิจฉัยโรคเอง”

เดินไปร้านขายยา ซื้อยามาทาเอง โดยที่ยังไม่แน่ใจเลยว่าตุ่มแดงๆ ที่ขึ้นมานั้นคือ “ภูมิแพ้ผิวหนัง” หรือ “เชื้อรา” กันแน่
รู้ไหมว่า โรคผิวหนังสองกลุ่มนี้ แม้หน้าตาภายนอกจะดูคล้ายกันราวกับฝาแฝด แต่ “วิธีการรักษา” นั้นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง หากวินิจฉัยผิดแล้วเอายาแก้แพ้ (สเตียรอยด์) ไปทาลงบนแผลเชื้อรา ก็เหมือนเอาน้ำมันราดเข้ากองไฟ เชื้อราจะยิ่งลาม ยิ่งรุนแรง และรักษายากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า

ผิวหนังบอกอะไรเราได้บ้าง

ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเราจากเชื้อโรค แสงแดด และสารเคมี เมื่อปราการด่านแรกนี้เกิดความผิดปกติ ไม่ว่าจะ ผื่น ตุ่ม วงขาว หรือรอยโรคแปลก ๆ ย่อมบ่งบอกถึงความไม่สมดุลบางอย่าง

บางอาการอาจเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น อากาศร้อน เชื้อรา ฝุ่นละออง แต่บางอาการก็สะท้อนโรคภายใน เช่น ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง โรคตับ โรคไต หรือแม้แต่ความเครียด การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวตัวเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม

5 โรคผิวหนังที่พบบ่อย

ด้วยสภาพอากาศเมืองไทยที่ทั้งร้อนและชื้น แถมยังมีมลภาวะเยอะ ทำให้โรคผิวหนังกลายเป็นโรคใกล้ตัวที่ใครก็เป็นได้ มาเช็กกันว่าคุณกำลังเผชิญกับโรคเหล่านี้อยู่หรือเปล่า

1. ลมพิษ
ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ ผื่นบวมนูนแดงขึ้นมาตามตัว รูปร่างเป็นวง ๆ หรือเป็นแผนที่ ขอบเขตชัดเจน และมีอาการคันคะเยอมาก โดยเอกลักษณ์ของลมพิษคือผื่นมักจะขึ้นเร็วและยุบหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งรอย แต่อาจจะไปขึ้นที่จุดอื่นแทน
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากผิดปกติ เช่น อาหารจำพวกกุ้งหรือถั่ว ยาบางชนิด ฝุ่นละออง ความเครียด หรือแม้แต่การติดเชื้อไวรัส

ข้อควรระวังสำคัญคือ หากลมพิษขึ้นร่วมกับอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ปากบวม หรือตาบวม ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นอาการแพ้รุนแรง หรือ Anaphylaxis ที่อันตรายถึงชีวิต

2. ผื่นผิวหนังอักเสบ
กลุ่มโรคนี้กว้างมาก แต่ลักษณะร่วมที่พบบ่อยคือ ผิวจะแห้ง แดง คัน และอักเสบ หากเป็นเรื้อรังผิวอาจหนาตัวขึ้น มีขุย หรือสีคล้ำลง พบบ่อยบริเวณข้อพับ แขน ขา และซอกคอ

ปัจจัยกระตุ้นหลักมักมาจากพันธุกรรม หรือภูมิแพ้ผิวหนัง รวมถึงการสัมผัสสารระคายเคือง เช่น ผงซักฟอก สบู่ น้ำหอม หรือโลหะ
การดูแลรักษาโรคนี้มักต้องทำต่อเนื่อง เพราะอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ การเข้าสู่ โปรแกรมดูแลโรคผิวหนัง ที่เน้นการเติมความชุ่มชื้นเสริมเกราะป้องกันผิว และเลี่ยงตัวกระตุ้นอย่างถูกวิธีจะช่วยควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. โรคสะเก็ดเงิน
อาการที่พบคือ ผื่นสีแดงหนา มีขอบชัดเจน และมีสะเก็ดสีเงินขาว ๆ คลุมอยู่ด้านบน ลักษณะคล้ายรังแคแผ่นใหญ่ เวลาแกะเกาจะมีเลือดออกซิบ ๆ มักขึ้นตามข้อศอก เข่า หนังศีรษะ หรือเล็บ
นี่ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นให้เซลล์ผิวหนังแบ่งตัวเร็วกว่าปกติถึง 10 เท่า หลายคนรังเกียจเพราะคิดว่าเป็นกลากเกลื้อน ทำให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจ การรักษาโรคนี้จึงต้องดูแลทั้งทางกายและจิตใจควบคู่กันไป

4. งูสวัด
อาการเริ่มต้นมักจะมาจากการปวดแสบปวดร้อนยิบ ๆ ตามผิวหนัง โดยมักเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย จากนั้นผ่านไป 2 ถึง 3 วัน จะมีตุ่มน้ำใสขึ้นเรียงกันเป็นกลุ่มหรือเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท
ต้นเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกับอีสุกอีใสที่ซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท เมื่อร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย หรือภูมิคุ้มกันตก เชื้อจะกำเริบออกมา
คำเตือนคือ ห้ามเจาะตุ่มน้ำเด็ดขาด เพราะเสี่ยงติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน และควรรรีบพบแพทย์ภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อรับยาต้านไวรัส ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและอาการปวดประสาทเรื้อรังได้

5. โรคเชื้อราผิวหนัง
สามารถแยกความแตกต่างได้ดังนี้ กลาก จะมีลักษณะเป็นวงแดง ขอบนูน ชัดเจน คันมาก และลามออกเรื่อย ๆ เกลื้อน จะเป็นดวง ๆ สีขาว สีน้ำตาล หรือสีชมพู มักมีขุยละเอียด ไม่ค่อยคัน แต่ดูไม่สวยงาม พบบ่อยที่หลังและหน้าอก

สาเหตุหลักมาจากความอับชื้น เหงื่อ และสุขอนามัย มักพบในคนที่เหงื่อออกเยอะ นักกีฬา หรือใส่เสื้อผ้าซ้ำ ๆ

สัญญาณเตือนภัย อาการแบบไหนต้องรีบไปหาหมอ

ผิวหนังมีตุ่มขึ้นนิดหน่อย เราอาจจะรอดูอาการได้ แต่ถ้ามีสัญญาณเหล่านี้ อย่ารอ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคติดเชื้อรุนแรง หรือมะเร็งผิวหนังได้

1. ผื่นลามเร็วผิดปกติ จากจุดเล็ก ๆ กระจายเต็มตัวภายในไม่กี่ชั่วโมง
2. มีไข้ร่วมด้วย ผื่นขึ้นพร้อมกับมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้เลือดออก หัด หรือติดเชื้อในกระแสเลือด
3. เจ็บปวด หรือแสบร้อน ปกติโรคผิวหนังทั่วไปมักจะคัน แต่ถ้ามีความรู้สึกเจ็บ หรือปวดแสบ ต้องระวังงูสวัด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อ
4. ตุ่มมีหนอง หรือน้ำเหลือง แสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หากปล่อยไว้เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือดได้
5. ไฝหรือขี้แมลงวันเปลี่ยนไป ให้สังเกตตามหลัก ของมะเร็งไฝ คือรูปร่างไม่สมมาตร ขอบไม่เรียบ สีไม่สม่ำเสมอ ขนาดใหญ่กว่า 6 มิลลิเมตร หรือมีการเปลี่ยนแปลงโตเร็วและมีเลือดออก

ทำไมการซื้อยามาทาเอง ถึงไม่ใช่ทางออกที่ปลอดภัย

พฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงของคนไทยคือ การเป็นผื่นแล้วเดินเข้าร้านยาเพื่อซื้อยามาทาเอง ซึ่งบ่อยครั้งเราอาจได้ ยาแก้แพ้ผสมสเตียรอยด์ มาใช้

สเตียรอยด์เปรียบเสมือนดาบสองคม หากใช้ถูกโรค เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง อาการจะดีขึ้นเร็วมาก แต่ถ้าใช้ผิดโรค เช่น เอาไปทาเชื้อรา เชื้อราจะยิ่งลามและรุนแรงขึ้น หรือถ้าใช้พร่ำเพรื่อ ผิวจะบาง เส้นเลือดฝอยแตก และเกิดภาวะผิวติดสเตียรอยด์ที่รักษายากกว่าเดิมหลายเท่า

การเข้าสู่โปรแกรมดูแลโรคผิวหนังโดยแพทย์

ดูแลโรคผิวหนังให้ดีขึ้น และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ไม่ใช่แค่การแจกยาแล้วจบไป แต่ต้องอาศัยการวินิจฉัยที่แม่นยำและการวางแผนระยะยาว
ปัจจุบันคลินิกและโรงพยาบาลจึงมักออกแบบ โปรแกรมดูแลโรคผิวหนัง ขึ้นมาเพื่อดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ซึ่งมีความละเอียดและปลอดภัยกว่าการดูแลตัวเอง เช่น

1. การวินิจฉัยที่แม่นยำ บางครั้งผื่นแพ้กับเชื้อราหน้าตาคล้ายกันมาก แพทย์จะต้องขูดเชื้อไปตรวจ หรือส่องกล้อง เพื่อให้รู้สาเหตุที่แท้จริง ไม่ต้องเดาแล้วลองยา

2. การรักษาแบบเฉพาะบุคคล ผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกันใน โปรแกรมดูแลโรคผิวหนัง จะเลือกตัวยาและความเข้มข้นให้เหมาะกับสภาพผิว อายุ และความรุนแรงของโรค รวมถึงอาจมีการใช้เทคโนโลยีร่วมด้วย เช่น การฉายแสงอาทิตย์เทียมในผู้ป่วยสะเก็ดเงิน หรือการทำเลเซอร์ในกลุ่มรอยโรคต่าง ๆ

3. การปรับพฤติกรรมและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ หัวใจสำคัญของโปรแกรมคือการให้ความรู้ แพทย์จะแนะนำวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง การเลือกสบู่ การทาครีม การจัดการความเครียด และการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้โรคหายและไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

4. ความปลอดภัยและมาตรฐาน การใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์ใน โปรแกรมดูแลโรคผิวหนัง จะช่วยลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของยา ป้องกันภาวะดื้อยา และมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไม่มีสารอันตรายปนเปื้อน

โรคผิวหนังอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเรื้อรัง มันส่งผลกระทบต่อทั้งความมั่นใจ การเข้าสังคม และคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล

หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาผิวหนังที่ไม่หายสักที หรือเป็น ๆ หาย ๆ จนท้อใจ อยากแนะนำให้ลองเปลี่ยนวิธีจากการรักษาด้วยตัวเอง มาปรึกษาแพทย์เพื่อเข้าสู่ โปรแกรมดูแลโรคผิวหนัง อย่างจริงจังดู เพราะการรู้สาเหตุที่แท้จริงและได้รับการดูแลที่ตรงจุดดีกว่าการปล่อยให้ผิวอักเสบเรื้อรังจนยากจะแก้ไข อย่าลืมว่า ผิวหนังคือกระจกสะท้อนสุขภาพ เราควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ให้ดี และรีบดูแลแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้คุณมีผิวที่แข็งแรงและสุขภาพดีไปนาน ๆ

หากคุณสนใจโปรแกรมควบคุมน้ำหนักเฉพาะบุคคล หรืออยากเริ่มต้นดูแลตัวเองอย่างจริงจัง อย่าลังเลที่จะปรึกษาเรา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ติดต่อสอบถาม SCMC Clinic Bangkok (Srisukho Clinic of Mahanakhon Center) พร้อมให้คำแนะนำและประเมินโดยแพทย์ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โทรศัพท์: 097 428 2999
LINE Official: @msc.skin
Facebook: MALI CLINIC Silom3 BY Doctor Gla
IG : maliclinic.silom3
Tiktok : @maliclinic.silom3 
Website : https://scmcthailand.com

แนะนำให้จองล่วงหน้าเพื่อรับบริการตรงเวลา และได้รับการดูแลอย่างเต็มที่จากผู้มีประสบการณ์เฉพาะทาง

Scroll to Top